วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Friends start with enemy


วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

Take yourself in situation then see what going on?



วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558















วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Banana Farm


วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Sanwich theory





วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Learning Principle


ทฤษฎีนี้ กำลังพยายามบอกว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจาก สามส่วนประกอบหลัก คือ ร่างกาย สมอง จิตใจ ( จะมีส่วนเชื่อมกับ Vision Passion Mission)

ทำไมเราอ่านหนังสือ ก่อนไปสอบแล้วสามารถทำข้อสอบได้เต็ม ?
แต่ทำไม ไม่สามารถฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งได้ ภายในสามวัน ?
และ ทำไมบางคนถึงทำอะไรบางอย่างสำเร็จ และบางคนทำไม่สำเร็จ ทั้งๆที่มันคืองานชิ้นเดียวกัน ?

คำตอบของคำถามทั้งหมดนั้น คือ การเรียนรู้ของคนเราต้องอาศัยส่วนประกอบสามอย่างครับ งานบางอย่าง ใช้แค่ส่วนประกอบเดียวก็สำเร็จ แต่บางอย่างต้องใช้ส่วนประกอบมากกว่านั้น และงานบางงาน ก็จะใช้ส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งเป็นเฉพาะเจาะจง

ผมถามว่าเราจะหัดว่ายน้ำ แล้วให้ลอยน้ำได้ ภายใน 1 วันเป็นไปได้มั้ย 
คำตอบ  เป็นไปได้ยากมาก เพราะ การลอยน้ำ เป็นทักษะที่เราต้องใช้ร่างกาย หรือส่วนประกอบที่ผมเรียกว่า "ร่ายกาย" นั้นหล่ะ มันแทนทักษะการเรียนรู้ที่เกิดจากร่างกาย (เชื่อมโยงกับทฤษฎีการสร้างนิสัย) เราไม่สามารถอ่านหนังสือสอนว่ายน้ำ แล้วว่ายน้ำเป็นทันทีที่อ่านจบ เพราะทักษะการว่ายน้ำ มันใช้ส่วนประกอบคือ ร่างกาย มากกว่าสมอง อาศัยจิตใจ (ความกล้า) อยู่บ้าง แต่เราต้องฝึกทุกวัน ถ้าอยากได้ความสามารถนั้นมาครอบครอง ต้องฝึกจนร่ายกายของเราจดจำท่วงท่าของการว่ายน้ำได้ ต้องฝึกจนร่ายกายเราตอบสนองกับน้ำโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องคิดอะไร ความสามารถอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มของการใช้ ร่ายกาย เป็นหลัก ได้แก่ การปั่นจักรจาน การฝึกภาษา การพูด การเล่นกีฬา เป็นต้น

ผมถามว่า เป็นไปได้มั้ยที่เราจะสามารถอ่านหนังสือวันเดียวแล้วจำได้ทั้งหมด ที่อ่านมา ?
คำตอบ เป็นไปได้นะครับ ถ้าคุณได้รับการฝึกมา สมองเราสามารถจำอะไรก็ได้ครับที่อยากจำ แต่มันก็ฉลาดพอที่จะลบบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกได้เหมือนกัน แต่ผมกำลังบอกว่า ทักษะการจำข้อมูล มันใช้เพียงสมองเป้นส่วนประกอบหลัก เราก็สามารถจำทั้งหมดนั้นได้แล้ว (แต่ก็ดีกว่าถ้าจะใช้ส่วนประกอบอื่นๆมาช่วย เอาไว้จะอธิบายตอนจบ)

ผมถามว่า ทำไมบางคนถึงทำอะไรบางอย่างสำเร็จ แแต่บางคนทำไม่สำเร็จ ทั้งๆที่มันคืองานชิ้นเดียวกัน ?
คำตอบ มันขึ้นอยู่กับจิตใจครับ คือถ้า ความสามารถของคนเท่ากัน อายุเท่ากัน คือมีความสามารถที่จะทำงานสำเร็จเท่าๆกัน จะมีคนที่ทำสำเร็จ และคนที่ทำไม่สำเร็จเกิดขึ้น คนที่ทำสำเร็จมักจะมีความเชื่อ (ใช้ส่วนประกอบของจิตใจ) และพวกเขาจินตนาการถึงตอนจบได้แล้วว่างานที่กำลังทำอยู่ ตอนจบจะเป็นอย่างไร และพวกเขาเชื่อว่าตัวเองสามารถทำมันให้สำเร็จได้ ส่วนคนที่ทำไม่สำเร็จนั้นพวกเขามักขาดความเชื่อ (ขาดการใช้ส่วนประกอบ จิตใจ) พวกเขาสักแต่จะทำอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่าทำไปทำไม เมื่อพวกเขาจินตนาการไม่ออกว่าตอนจบของงาน (เส้นชัย) เป็นอย่างไร พวกเขาก็มักไปไม่ถึงเส้นชัยแน่นอน

สรุป
ถ้าเราจะทำอะไรสักอย่าง ให้พิจารณาดูว่า งานนั้นต้องการทักษะอะไรเป็นพิเศษ ต้อใช้ส่วนประกอบใดเป็นพิเศษ การใช้ส่วนประกอบนั้นเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้งานสำเร็จได้ก็จริง แต่การใช้ทั้งสามส่วนประกอบ คือ ร่างกาย สมอง และจิตใจ ในการทำงานชิ้นนั้น มันจะง่ายกว่า และสนุกกว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะจำข้อมูลอะไรสักอย่าง แทนที่จะใช้แต่สมอง เราก็สามารถใช้ร่ายการในการช่วยจำได้เช่นการทำท่าต่างๆ และยิ่งถ้าเราจินตการถึงการได้นำข้อมูลนั้นไปใช้ และเชื่อว่ามันจะสำเร็จด้วย มันยิ่งจะทำให้เรามีพลังที่จะจำมากขึ้น และมันจะสำเร็จในที่สุด ทั้งการจำและการประยุกต์ใช้

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Connecting importance than size


ทฤษฎีนี้ มีใจความหลักๆ ง่ายๆว่า การพัฒนาเกิดจากการการเชื่อมโยง หรือ มีความสัมพันธ์กัน ไม่ใช่การขยายขนาด

ผมคิดทฤษำีนี้ขึ้นได้ ตอนได้เรียนรู้เรื่องราวของสมอง สมองของสิ่งมีชีวิตที่แลาดที่สุด ไม่ต้องมีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องมีการเชื่อมโยงกันมากที่สุด สมองของมนุษย์เล็กกว่าสมองของช้าง ของวาฬสีน้ำเงิน
แต่เรากับคิดอะไรซับซ้อนได้มากกว่า เป็นเพราะเซลล์สมองของเราเชื่อมโยงกันมากกว่าสมองของสัตว์เหล่านั้น

สิ่งนี้นอกจากจะอธิบายเรื่องของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแล้ว มันยังอธิบายได้ถึงการพัฒนาระดับองค์กรด้วย กล่าวคือ ประเทศที่ต้องการพัฒนาไปข้างหน้า ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แต่จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยง หรือมีความสัมพันธ์ (Connection) กับสิ่งอื่นๆให้มาก

สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะใช้อธิบายทฤษฎีนี้ ประเทศไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แต่ต้องมีการเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ สิงค์โปร์จึงสร้างท่าเรือเพื่อเป็นพื้นที่ที่คอยจัดระบบ ให้กับประเทศอื่นๆ มันเหมือนกับการทำงานของสมองส่วนกลางไม่มีผิด นอกจากนั้นสิงคโปร์ยังส่งคนของตัวเองออกไปอยู่ประเทศอื่นๆด้วย เพื่อนำเอาทรัพยากรต่างๆจากข้างนอกเข้ามาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ เงิน นักท่องเที่ยว วัฒนธรรม และอีกมากมาย

พูดถึงการศึกษา สิงคโปร์ ก็ทำให้จุดนี้เป็นส่วนที่ใช้ Connect กับประเทศอื่นๆได้ โดยทำให้การศึกษาของประเทศดีที่สุด และเปิดให้ใครก็ได้ที่อยากมี Connection ด้วย เข้ามาศึกษา

เอาหล่ะ แล้วการมีขนาดใหญ่ไม่ดี รึป่าว?
มันก็ไม่ใช่ไม่ดีเลย แต่ในมุมมองของผมผ่านทฤษฎีนี้มันจะไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืนเลย สุดท้ายแล้วมันจะเกิดปัญหา
- จีน เป็นตัวอย่างที่ดีที่เราควรศึกษาเพื่อรับมือกับการที่ให้ความสำคัญกับขนาด เท่าๆกับ การเชื่อมโยง
- โซเวียต เป็นตัวอย่างที่เราสามารถศึกษาได้ ของการให้ความสำคัญกับขนาด แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง สุดท้ายจะเกิดปัญหา และหาทางออกยาก
- สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างที่เราสามารถศึกษาได้ ของการให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงมากกว่าขนาด ทั้งๆที่ขนาดของตัวเองก็ใหญ่ แต่ทำให้มันเล็กลงเพื่อให้เกิดการพัฒนา อย่างทั่วถึง

แล้วทฤษฎีนี้มีประโยชน์อย่างไร ?
=> อย่างแรก ถ้าประเทศเราต้องการพัฒนาไปมากกว่านี้ เราต้องมี Connection กับคนอื่นๆมากขึ้น ผมหมายถึงประเทศอื่นๆนั้นหล่ะ

อย่างที่สอง เราสามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ได้ในระดับ สถาบันย่อยที่สุดของสังคมได้ โดยเริ่มจาก สถาบันครอบครัว ถ้าแต่ละคนในครอบครัวมีความสัมพันธ์กันมากๆ ครอบครัวก็จะเข้มแข็ง และถ้าแต่ละครอบครัว มีความสัมพันธ์กับครอบครัวอื่นมากๆ ชุมชนก็จะเข้มแข็ง และถ้าแต่ละชุมชนมีการเชื่อมโยงกับชุมชนอื่นมากขึ้นๆ เมืองนั้นก็จะเข้มแข็ง และถ้าเมืองนั้นมีความสัมพันธ์กับเมืองอื่นๆมากๆ ประเทศนั้นก็จะเข้มแข็ง และถ้าประเทศนั้นมีการเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆมากๆ ทวีปนั้นก็จะเข็มแข็ง และถ้าทวีปนั้นมีการเชื่อมโยงกับทวีปอื่นมากๆ โลกนั้นก็จะเข้มแข็ง

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

3 legs theory


ถ้าคุณมองหารูปแบบของการก้าวไปสู้เป้าหมายที่วาดฝันไว้ นี้คือสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจ ผมตั้งชื่อมันว่า 3 legs theory เพราะมันจะเป็นสามขาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกอย่าง

มาดูกันว่ามันมีอะไรบ้าง และมันจะช่วยเราให้ไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร
- Vision : เปรียบเสมือนเป้าหมาย, วิสัยทัศน์ เป็นสิ่งที่วาดไว้ข้างหน้า เพื่อที่จะไปให้ถึง เป็นเหมือนเส้นชัย เป็นแผนงานที่เราวางไว้เผื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย
- Passion:  เป็นเหมือนเชื้อเพลิง เป็นพลังงานที่จะช่วยให้เราขับเคลื่อนตัวเราเองไปข้างหน้าได้ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรากระโดดออกจากเตียงนอน เพื่อไปทำบางสิ่งที่จะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้
- Mission: เป็นทุกสิ่งที่เราต้องลงมือทำ ตามแผน หรือ vision ที่วางไว้โดยไม่มีการลังเลอะไรอีกแล้ว ไม่มีการทดสอบอะไรอีก มีแต่เดินหน้าทำ 100% เพราะการคิด การวางแผน การทดสอบมันเป็นหน้าที่ของ Vision

Mission & Vision ต่อให้มีความสามารถมากขนาดไหน ถ้าไร้ซึ่งเป้าหมายที่ดีก็ไม่มีประโยชน์
Passion เราจำเป็นต้องมีเชื้อเพลิงเพื่อที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Theories


ทฤษฎีว่าด้วยสมดุล
ทฤษฎีว่าด้วยการเชื่อมโยงสำคัญกว่าการขยายพื้นที่ สมอง ชุนขนาดเล็ก => ชุมชนใหญ่
ทฤษฎีว่าด้วยการเพิ่มขึ้น 1 อย่าง (+1) จนเมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะกลายเป้นสิ่งใหม่
ทฤษฎีว่าด้วยการปล่อยให้เกิดการเรียนรู้เอง
ทฤษฎีว่าด้วยการรวมกันของสิ่งต่างๆรอบตัว แล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ การนำความสามารถของสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เด่นมา มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในงานที่ต้องการมันมากกว่า เช่นไฟฉายของไอโฟน สู่การเป็นโคมไฟ
ทฤษฎีว่าด้วยกฎ 3/1
ทฤษฎีว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับจักรวาล

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Idea of Arm

Application rate for food

คุณเคยมั้ย ที่ไอเดียเจ๋งเกิดขึ้นมาในความฝัน ติดตลกบ้างแต่ถ้าคิดต่อมันก็สามารุเกืดขึ้นได้จริง วันนี้ผมจะขอเล่าความฝันหนึ่งของเพื่อนผมให้ฟัง ซึ่งผมคิดว่าถ้า Foursqaure Facebook หรืออะไรก็ตามมาอ่านเจอก็คงเกิดประโยชน์ไม่น้อย

เริ่มจากการที่เพื่อนผมฝันว่าเขาใช้แอปพลิเคชั่นหนึ่ง ที่สามารถวิเคราะห์วัตถุดิบที่ใช้ในอาหารได้ คือ ถ้าผมสั่งพิซซ่ามา แล้วถ่ายรูป แอปก็จะบอกว่ามีองค์ประกอบอะไรอยู่ในอาหารนี้บ้าง มัจำนวนเท่าไหร่ มีพลังงานเท่าไหร่เป็นต้น ผมก้เลยบอกว่ามันคงอีกยาวไกลถ้าจะแยกสารเคมีได้ขนาดนั้นได้ด้วยพิเซลสีจากภาพ แต่สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ ที่ผมแสดงความคิดเห็นไปคือ การถ่ายภาพแล้วให้ผู้ใช้ให้คะแนนอาหารนั้นๆว่าเท่าไหร่ อาจจะเป็น เรทห้าดาว หรืออะไรประมาณนี้ เช่นถ้าแอปนี้ทำงานร่วมกับ foursquare ก็จะช่วยบอกว่าสถานที่นั้น หรือ ร้านอาหารนั้น มีอะไรที่อร่อย คือ ได้คะแนนมาก เมื่อผู้คนใหม่ๆมาร้านนี้ก็จะเช็คอินที่ Foursquare แล้วก็จะแนะนำอาหารที่ได้คะแนนสูงๆให้ เป็นการช่วยโปรโมทร้านและสร้าง Tradition ให้ร้านได้ด้วย ผมคิดว่ามันยังสามารถ Plus 1 ได้อีกมาก

แค่ไม่ปล่อยให้ความฝันผ่านมาแล้วผ่านไป จับมันมาเติมนั้น ปรับนี้ มันก็มีโอกาสสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับโลกใบนี้ได้ไม่ยาก

Evolution of camfrog

วิวัฒนาการของ Camfrog ในมุมมองของผม

วันนี้มาในมุมมองของ ซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มากๆอย่างหนึ่ง คือ Camfrog แต่น่าเสียดายที่ซอฟแวร์ตัวนี้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในประเทศไทย ไปทางด้านลบตั้งแต่แรก ในสายตาของคนส่วยมากจึงมองว่า คนที่ไปยุ่งเกี่ยวกับ Camfrog เป็นคนที่ติดลบไปหมด ผมซึ่งก็เริ่มเล่น Camfrog ด้วยทัศนะคติที่ติดลบเช่นกัน แต่เมื่อนานวันเข้าผมก็รู้สึกว่า เราใช้ซอฟแวร์ตัวนี้ผิดทางไปมากเลย ทั้งๆที่มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่านี้ วันนี้ผมจึงอยากมาแบ่งปันการเติบโตของ ธุรกิจใน Camfrog ตั้งแต่ชีวิตของผมเข้าไปยุ่งเกี่ยว
State 1 : เริ่มจากที่ Camfrog มีชื่อเสียงโด่งดัง(ในทางลบ ที่เรารู้กันดี) จากนั้น กระทรวง ICT ก็ได้ออกกฎมาห้ามหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่สามารถหยุดความโด่งดังของซอฟแวร์ตัวนี้ได้ แต่จากที่มีการโชว์ด้านลบอย่างสาธารณะ ก็มีการแบ่งออกไปชัดเจน เป็น General Zone และ 18+ Zone  สิ่งที่ผมให้ความสนใจคือ 18+ Zone เพราะเป็นบริเวณที่มีผู้ใช้เกินครึ่งใช้เวลาอยู่ เห็นได้ชัดว่าประเทศเรามีคนที่มีความต้องการทางเพศอยู่เป็นจำนวนมาก ธุรกิจในช่วงแรกนี้จึงเป็นการสร้างห้องให้บูม มีคนใช้เยอะๆ เพื่อสร้างชื่อเสียง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณมีการโชว์ที่เด็ดมากก็ยิ่งมีคนเข้าไปในห้องมาก

State 2 : ช่วงนี้ Camfrog ถูกตีตราว่าเป็นซอฟแวร์ของความเสื่อมไปแล้ว แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังแห่กันมาใช้เวลากับสิ่งนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่ผมสังเกตุเห็นตอนนี้คือ การขาย Procode และการรับเปิดห้องใหม่ๆ รวมถึงการทำงานเป็นดีเจ ที่จะเรียกผู้คนเข้าห้องให้ได้เยอะๆ แน่นอนว่าถ้าคุณซื้อ Procode ไป คุณก็ต้องมีอะไรที่ดีกว่าธรรมดาแน่ ซึ่งมันก็คือการส่องผู้เล่นได้หลายๆคน จากธรรมดาที่ส่องได้แค่คนเดียว รวมถึงการสามารถขยายจอให้ใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งผู้ใช้ธรรมดาจะขยายไม่ได้ สิ่งนี้จึงเกิดเป็นค่านิยมขึ้นใน Camfrog ว่าใครที่มี Procode ก็จะดูเหมือนเป็นคนมีฐานะ และมีการแบ่งชนชั้นเกิดขึ้น เมื่อมีค่านิยมเรื่องฐานะ ก็เกิดธุรกิจอีกอย่างตามมาอย่างรวดเร็ว คือ การติดไอคอนรูปดาว และ ไอคอนต่างๆหน้าชื่อไอดี ซึ่งแต่ละอันก็มีราคาต่างกันไป ใครมีไอคอนราคาแพงๆติดหน้าไอดีก็จะถูกมองว่ามีฐานะสูง ราคาของไอคอนเริ่มจาก 100 กว่าบาท จนถึง 100,000 บาท ไม่ผิดหรอกครับ แค่ไอคอนบ่งบอกฐานะก็มีราคาเป็นแสนแล้ว แถมยังมีคนกล้าซื้อมาติดจริงด้วย!! และธุรกิจอีกอย่างที่นานๆจะเกิดขึ้นที่ คือ การจัด meeting คือนัดมาเจอกันจริงๆ ที่ใดที่หนึ่งมีการเลี้ยงสังสรรค์กัน และ มีการโชว์จริงๆ แต่ไม่มากเหมือนใน Camfrog แต่ก็ได้สัมผัสด้วยตาของตนจริงๆ ไม่มีกระจกแก้วกั้น แต่การเข้าร่วมงาน meeting แต่ละครั้งคุณก็ต้องยอมจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้มีชื่อเข้าร่วมงาน แน่นอนว่าคนที่จัดหรือห้องที่จัดก็ต้องมีส่วนได้บ้าง ซึ่งการจ่ายเงินในระยะนี้เป็นการจ่ายผ่านธนาคาร เช่น ATM

State 3 : ผมห่างหายไปจากวงการนี้พักใหญ่ เกือบสามปีได้ และเมื่อผมกลับไปอีกครั้ง Camfrog ที่ผมรู้จักเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ช่วงนี้เป็นช่วงที่ สมาร์ทโฟน กำลังเป็นที่นิยม Camfrog เองก็ร่วมตีตลาดในอุปกรณ์เหล่านั้นด้วย ผมเข้าไปรอบนี้ ธุรกิจใน Camfrog มีการเติบโตขึ้นมาก ไม่ใช่แค่คนที่ทำหน้าที่ขายของเท่านั้นที่จะได้รับเงิน แต่รวมไปถึงนักแสดงสาวที่แสดงโชว์ด้วย ผมเคยมีคำถามซึ่งหลายคนก็น่าจะมีเหมือนผม คือ "คนที่เข้ามาโชว์เขาได้อะไรตอบแทน? " เงินรึป่าว หรืออะไรกันแน่ เท่าที่ผมรู้ state 1 และ State 2 คนที่โชว์แทบไม่ได้อะไรเลยนอกจากชื่อเสียง และ การเป็นที่จดจำ คือแม้ว่าในโลกความจริงคุณอาจไม่มีใครรู้จัก แต่ในโลกของ Camfrog คุณสามารถเป็น Super star ได้ แต่ State 3 นี้ดูเหมือนจะมีการกระจายรายได้อย่างชัดเจน คือมีธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ คือ ห้อง VIP เป็นห้องที่มีการโชว์เต็มรูปแบบ มีการวางแผนเป็นอย่างดี แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ตั้งแต่คนที่จะโชว์ ไปจนถึงคนลงทะเบียนเข้าห้อง คนดูแลเรื่องเงิน คนเป็นดีเจ คนเป็นเจ้าของห้อง ซึ่งก็มีคนที่เสียเงินอยู่กลุ่มเดียวคือ ผู้ใช้ที่ต้องการเข้าไปดู โดยมีรูปแบบการเสียเงินหลายรูปแบบ ตั้งแต่ True money โอนผ่านธนาคาร ฯลฯ  จำนวนเงินที่จะเสียก็ขึ้นอยู่กับคนแสดงโชว์(นางฟ้า)ว่า สวย และมีทักษะขนาดไหน ราวๆว่าถ้าคุณมีแฟนคลับมากก็มีค่าตัวสูงไปด้วย แต่ธุรกิจแบบนี้ถ้าจะประสบความสำเร็จคุณก็ต้องสร้างชื่อเสียงให้กับห้องของตนเองซะก่อน ที่เป็นเหมือนเมืองท่าคอยประชาสัมพันธ์ หาคนเข้าไปในห้อง VIP ธุรกิจในระยะนี้รายได้จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับใครก็ตามที่กระโดลงมาเล่น เพราะมีการจัด VIP ทุกอาทิตย์ เงินสะพัดแต่ละครั้งในการจัด ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แต่ไม่ได้กระจุกอยู่ที่เจ้าของห้องเท่านั้น แต่กระจายไปถึงทุกคนที่มีส่วนในห้อง VIP ผมจึงแมีคำถามในใจนิดหน่อยว่า ใครกันที่เป็นคนคิดรูปแบบธุรกิจนี้ขึ้นมา? จนกระจายเป็นวงกว้างไปทุกห้อง และมีแนวโน้มที่จะมีนางฟ้าหน้าใหม่ๆเข้ามา รวมถึงผู้ใช้งานใหม่ๆด้วย เพราะเป็นอีกหนทางที่สามารถสร้างรายได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวอะไรมาก แค่แสดงให้คนดูพอใจผ่านกระจกแก้วของคอมพิวเตอร์

ด้านดีของ Camfrog สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ Camfrog คือการสนทนาผ่านกล้องได้พร้อมกันเป็นจำนวนมาก และมีประสิทธิภาพสูง รวมถึงสามารถ Private 2 คนได้ด้วยถ้าคุณมี Procode ถ้าคุณเคยใช้ Google Hang out ก็คงจะเข้าใจดีว่าการสนทนารวมกันหลายๆคนมีประโยชน์แค่ไหน เช่น การประชุม ที่ผู้ประชุมอยู่กันคนละที่ การสอนทำอาหาร ถ่ายทอดสดฟุตบอล การทำรายการทีวีของตนเอง รวมถึงสามารถใช้ในการสอนหนังสือทางไกลได้ด้วย ถ้าให้ผมประเมินจริงๆ ผมว่า Camfrog มีความน่าสนใจ และ มีประสิทธิภาพเหนือกว่า Google Hang out หรือ Skype เสียอีก แต่น่าเสียดายที่ซอฟแวร์ที่ชื่อว่า Camfrog มีชื่อเสียงในด้านลบมาตั้งแต่ต้น จนถูกตัดสินโดยสังคมไปแล้วว่า มันคือ"ซอฟแวร์แห่งความเสื่อม"

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Project Souce


Sitti memeorial technique



ภาพนี้เป็นต้นฉบับการคิดทฤษฎีของผม เป็นรูปแบบการจดจำที่มนุษย์ธรรมดาสามารถนำไปพัฒนาตนเองจนเกิดเป็นสุดยอดผู้มีความสามรถพิเศษอีกคนหนึ่งของโลกได้

อธิบายหลักการ

God Theory




วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทฤษฎีสมดุล กับการอธิบายร่างกายสิ่งมีชีวิต

 ทำไมมนุษย์ไม่วิวัฒนาการตัวเองให้สุดยอดทั้งร่างกาย และ สติปัญญา?
คำถามนี้สามารถตอบได้โดยอาศัยทฤษฎีของสมดุล สมดุลที่ว่านี้เป็นสมดุลของพลังงาน มนุษย์ใช้พลังงานกว่าครึ่งหนึ่งของร่ายการไปกับเนื้อเยื้อที่ส่วนหัว(สมอง) ทั้งในตอนเป็นทารกในครรรภ์ และตอนที่ลืมตาดูโลกแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่รอบข้างเราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่อยู่รอบข้างเรานั้น มีแต่สิ่งที่ถูกคัดเลือกไว้ให้เหมาะสมดีแล้ว เช่น สุนัข มีความสามารถในการดมกลิ่นที่เหนือกว่ามนุษย์หลายเท่า นกอินทรี มีดวงตาที่สามารถมองเห็นได้ไกลหลายกิโลเมตร เสือ ชีต้าที่สามารถวิ่งได้เร็ว จนสถิติการวิ่งที่เร็วที่สุดของมนุษย์ เทียบไม่ติดเลย แต่สิ่งที่เรามีเหนือกว่าสัตว์พวกนี้ คือ สมอง และสติปัญญาที่สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผล มีการใช่ตรรกะ คิดในเรื่องที่ซับซ้อนได้ จึงเห็นได้ว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะเด่นเป็นของตัวเอง ซึ่งเหมาะสมกับการดำรงชีวิต ถ้าเทียบเรื่องนี้กับการเล่นเกมส์ ที่เราสามารถเก็บรวบรวมไอเท่มไว้สำหรับอัพเกรดความสามารถในแต่ละด้านได้ สมมุติว่าเราอัพความสามารถในด้านการโจมตี เราก็จะมีทักษะด้านการโจมตีที่เด่น และเราอัพความสามารถในด้านการป้องกัน เราก็จะมีทักษะด้านการป้องกันที่เด่น แต่ถ้าเราเฉลี่ยไอเท่มทั้งหมด ให้ทุกความสามารถเท่ากัน เราก็จะมีทักษะอยู่ระดับกลางเท่านั้น และไม่มีความสามารถเด่นอะไรเลย สมองของมนุษย์ก็เช่นกัน เราใช้พลังงานที่เรามีในการอัพความสามารถของสมอง มากกว่าส่วนอื่นๆ ทำให้เรามีร่างกายที่ไม่แข็งแรงนัก มีจมูกที่พอดมกลิ่นอาหารได้ มีสายตาที่เทียบได้แค่กับปลาหมึก แต่สิ่งนี้ก็เพียงพอแล้ว เมื่อเทียบกับการได้มาซึ่งสมองที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

หลังจากตอบคำถามนี้เสร็จ ผมจึงคิดอีกคำถามหนึ่งขึ้นมาได้ว่า ทำไมมนุษย์ถึงต้องอยู่ในท้องของมารดาเพียง 9 เดือน แล้วทำไมพอคลอดออกมามนุษย์ไม่สามารถเดินได้ เหมือนวัว เหมือนม้า
คำตอบ  ก้ใช้ทฤษฎีของสมดุลอีกเช่นกัน เพราะเราใช้พลังงานไปกับการอัพเกรดสมองของเราแล้ว จึงทำให้ร่างกายของเรานั้นไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ในขนะที่คลอดออกมา ต่างจาก วัว ม้า ที่เอาพลังงานไปอัพเกรด ในเรื่องของความแข็งแรงของร่างกาย และการที่เราคลอดเมื่อครบ 9 เดือนนั้นก็เป็นเพราะว่า เป็นช่วงที่สมองของเราพร้อมแล้วจะรับรู้สิ่งต่างๆรอบข้าง คือ สมองส่วนที่เราตั้งใจอัพเกรดนั้นมันเกือบจะสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงข้อมูลที่สิ่งแวดล้อมจะป้อนเข้าไปเพื่อที่จะทดสอบ และเป็นการเริ่มต้นชีวิตของมนุษย์ ส่วน วัว และม้า ก็เป็นช่วงที่ร่ายการของ วัว และ ม้า พร้อมแล้วที่จะออกมา เผชิญกับสิ่งแวดล้อมด้านนอก แล้วถ้าหากว่าสมองของเราอัพเกรดเสร็จแล้วแต่ร่างกายเราไม่ยอมออกมาให้สิ่งแวดล้อมทดสอบ จะเกิดอะไรขึ้น?
มันก็จะเป็นอันตรายกับสิ่งที่เลี้ยงเราอยู่ เช่น มนุษย์ การคลอดนั้นส่วนที่ออกมาส่วนแรกคือหัว นั้นจึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และหัวก็เป็นส่วนที่ใช้บรรจุสมอง ตามที่บอกไปแล้วว่า เราคลอดเมื่อครบ 9 เดือน เพราะสมองพร้อมแล้ว แม้ร่างกายจะยังไม่พร้อมเต็มที่ก็ตาม เพราะเราเอาสมองเป็นหลัก ดังนั้นถ้าปล่อยให้สมองเจริญเติบโตต่อไปในครรภ์มารดาสมองที่พร้อมจะเรียนรุ้อะไรก็จะไม่ได้เรียนรู้ แล้วร่างกายที่ยังไม่พร้อมเต็มที่ก็จะเจริญเติมที่ จะไม่สามารถคลอดได้ และเป็นอันตรายต่อมารดานั้นเอง และในช่วง 9 เดือนนี้ หัวของเราจะสามารถผ่านช่องเชิงกรานของมารดาได้พอดี แต่ถ้านานกว่านี้ จะคลอดยาก และเป็นอันตราย

เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียง ทฤษฎีที่ผมคิดขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่ไม่เข้าใจ มีหลักฐานอ้างอิงเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ปนไปกับความคิดของผมด้วย ท่านผู้อ่านจึงควรใคร่ครวญ และใช่วิจารณญาณให้ดี

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554


test

ผมเริ่มทำบอล์กนี้ขึ้นมาหลังจากที่ผมกลับมาจากสอบปฎิบัติการ Ecology เสร็จเมื่อวานนี้(วันเสาร์ที่ 10 ก.ย. พ.ศ.2554)
และภาพนี้ก็ช่วยทำให้ผมจำหลายๆอย่างได้โดยไม่ต้องพูดอะไรมาก
 
 
Copyright © My theory
photography premium wordpress themes | free wp theme by Blog Templates